สำผัสที่ 6 ที่ไม่อยากมี

 
สำผัสที่ 6 ที่ไม่อยากมี

เราเป็นคนที่มักจะเจอเรื่องแปลกๆอยู่เป็นประจำ แต่ไม่อยากจะเจอมันก็มักเจอเสมอ พระบอกว่าถ้าเรามีสัมผัสที 6 ซึ่งเราไม่อยากมี พระก็บอกอีกว่าถ้าพ้น 25 เบญจเพศไปแล้วก็จะไม่เจออีกแล้ว แต่ที่หลอนที่สุดก็เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เราไปงานศพญาติที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อ.เชียงแสนเป็นเมืองเก่า ที่มีกำแพงเก่า อยู่ และ จะมีศาลประจำอำเภอที่ก่อนเข้าตัวอำเภอจะต้องเจอศาลนี้ก่อนศาลนี้เป็นที่นับถือกันของชาวเชียงแสน เวลาจะเผาศพก็ต้องห้ามให้ขบวนศพผ่านหน้าศาลเด็ดขาด ต้องอ้อมไปทางหลังศาลแต่หลังศาลก็จะเป็นกำแพงเมืองเก่า เราก็ไม่ได้แอะใจอะไรก็ไปงานศพปกติ แต่ตอนที่เค้าเปิดโรงเพื่อให้ญาติดู ญาติๆก็ชวนเราไปดูเราก็กล้าๆ กลัวๆ แต่เห็นว่าเป็นญาติกันก็กำลังจะเดินไปแต่ไม่รู้ว่าพ่อเราเดินมาจากไหนคว้าแขนเอาไว้แล้วถามว่าจะไปไหน เดี๋ยวก็นอนไม่หลับอีก เราก็เลยไม่ได้ดู เมื่องานเสร็จทุกคนต่างพากันกลับบ้านเราก็รีบขึ้นรถโดยลืมเอานำมนต์พรมก่อนออกจากป่าช้า (ทางเหนือเค้าจะมีน้ำมนต์วางไว้ตรงประตูก่อนออกจากป่าช้าทุกคนต้องเอาน้ำมนต์พรมก่อนกลับบาน) แต่เรารีบและลืม หลังจากนันมาเราก็กลับมาทำงานที่เชียงใหม่ตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือความรู้สึก เรารู้สึกว่ามีคนคอยจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลาที่ออกจากที่พัก หรือออกจากสถานที่ที่มีศาลพระภูมิ เย็นวันนั้นเป็นเวลาที่ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกดินเรานั่งในห้อง (เราเช่าหออยู่กับเพื่อน 2คน ซึ่งห้องของเราเป็นห้องสุดท้ายไม่ใช่ทางผ่าน) คนที่เดินมาจะต้องอยู่ข้างห้องหรือไม่ก็มาห้องเราเท่านั้น แต่เราก็ได้ยินเสียงคนเรียกเรา ก็เข้าใจว่าเพื่อนกับมาแล้วก็ไม่ได้ตอบอะไร แล้วก็เรียกอีก เราก็ลำคาณ จึงบอกไปว่าประตูไม่ได้ล๊อค แล้วก็เรียกอีก เราก็เลยเดินไปเปิดประตู แต่มีลมทั้งร้อนและแรงมาประทะเข้าทั้งตัวและหน้าอย่างแรง แต่ไม่พบคน เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เข้าวันที่สองความรู้สึกว่ามีคนมองมันก็ยังไม่หายไป วันที่สามเริ่มรู้สึกมาเข้าเรื่อยๆ และแรงขึ้นว่ามีคนอยู่ข้างๆและคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เราเสียบุคลิกเนื่องจากคอยหันมองอยู่ตลอดเวลาว่าใครที่กำลังจ้องเราอยู่แต่ก็ไม่พบ วันที่สี่ความรู้สึกก็มากขึ้นเรื่อยๆ และคืนนี้เองมีนัดทานข้าวกับหวานใจแต่ที่ร้านนั้นเป็นสวนและเราก็เลือกนั้งที่มันไกลกว่าคนอื่น แต่หวานใจดันลืมเอาเงินมาเค้าก็ให้เรานั่งรออยู่คนเดียวแต่เค้าจะไปกดเงินก่อน ตอนนั้นทำให้เราหลอนและเสียวสันหลัววาบๆ เพราะตอนที่เรานั้งอยู่คนเดียวนั้นในความรู้สึกก็บอกว่ามีคนจ้องมองมาจากด้านหลังและมันก็ค่อยๆใกล้เข้ามาเราก็เหลียวหลังเพื่อมองหาสายตาคู่นั้นแต่ว่างปล่าวไร้เงาโดยสิ้นเชิง เมื่อหันกลับมาอาการเดิมๆก็เป็นอีกเหมือนคนยืนอยู่ข้างหลังเราอีก เราก็หันเพื่อมองหาแต่ก็ว่างปล่าว เราหันไปหันมาจนเจ้าของร้านออกมาถามว่า ต้องการอะไรเห็นเราหันรีหันหวางอยู่นานแต่ก็ไม่เรียกเด็กเสริฟซักที เราก็เลยถามเพื่อไขข้อข้องใจว่า เมื่อกี้มีเด็กเสริฟหรือใครมายืนอยู่หลังเรา เจ้าของร้านบอกว่าไม่มีใครเลย แต่เห็นคุณหันไปหันมาอยู่นาน ก็เลยเข้ามาถามเผื่อว่าต้องการอะไร เราก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจเพราะเข้าใจว่ามีเด็กเสริฟหรือใครยืนอยู่หลังเรา แต่เจ้าของร้านยืนยันพร้อมเด็กเสริฟอีกคนว่าไม่มีจริงๆ เห็นเราคนเดียวจริงๆ พอดีหวานใจกลับมาก็ถามว่ามีเรื่องอะไร เราก็ไม่ได้บอกเค้าก็กลัวเค้าว่าเราไร้สาระ แต่เราไปบอกเพื่อนร่วมห้องเราซึ่งเป็นผู้หญิงว่าเป็นเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองเลยช่วงนี้รู้สึกว่ามีคนคอยตามและจ้องมองอยู่ตลอดพร้อมเล่าเรื่องได้ยินเสียงเรียกจากประตูห้องให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็กลัว เราก็เริ่มกลัวมากๆ เพื่อนก็ได้บอกพี่ชายมัน พี่ชายเพื่อนและเพื่อนพาเรามาหาคนๆหนึ่งซึ่งไม่ยอมบอกว่าเค้าเป็นใครแต่พอไปถึงก็พูดคุยกันปกติ ซักพักเค้าก็เรียกให้เรามานวดมือให้ทีเราก็นวดให้ แล้วอยู่ๆเค้าก็พูดขึ้นมาว่า มีคนคอยตามใช่มั้ย เราไม่รู้ อื้ม....ไม่ต้องกลัว มันเป็นทหารมาจากเมืองเก่า มันตามแกมา แกไปเมืองเก่ามาใช่มั้ย เรานึกถึงอ.เชียงแสนที่เราไปงานศพขึ้นมาทันที เราก็ถามว่าแล้วเค้าต้องการอะไร แกเคยเจอวิญญาณบอ่ยใช่มัย เราบอกว่าไม่รู้ว่าเป็นวิญาณจริงหรือว่าเราหลอนไปเอง เราบอกกับเค้า เค้าก็ย้อนถามว่าแล้วแกเจอเรื่องแปลกๆบ่อยใช่มั้ย เราบอกใช่ เค้าก็พูดต่อ แน่แหละที่มันตามแกมาเพราะมันรู้ ถ้าแกเจอเรื่องแบบนี้แกทำยังไง เราบอกว่าก็ไปทำบุญให้ทุกครั้ง เค้าก็บอกพร้อมหัวเราะ ก็มันรู้ว่าถ้ามันตามแกมาแล้วมันก็ต้องได้กินเหมือนที่แกทำบุญให้ แต่แกไม่ทำให้มันสักทีมันก็ไม่ไปไหน เรากลัวจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่สั่นเพราะความกลัว เค้าก็บอกว่าไม่ต้องกลัวมันไม่ได้ต้องการเอาถึงชีวิตแค่ถวายทานให้ก็เท่านั้น แล้วเค้าก็เอานิ้วมาเขียนอะไรบางอย่างที่ฝ่ามือเราและหน้าผากเราแล้วก็ให้เราพูดตามเป็นภาษาบาลีจำไม่ได้ เราก็พูดตาม แล้วเค้าก็บอกให้เราไปถวายทาน เค้าบอกอีกว่าต่อไมมันจะไม่มากวนอีก แต่อย่าชะล่าใจ แกมันขวัญอ่อน เดี๋ยวก็มีอีก หมั่นถวายทานบ่อยๆ ก็แล้วกัน หลังจากนั้นเราก็ไปทำบุญและก็ไม่รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอีกแล้ว สำหรับเรามันหลอนในความรู้สึกมากและเราก็ไม่อยากมีสำผัสที่ 6 นี้ เรากลัว



เมื่อ : 6 มิ.ย. 50 14:52:41
ที่มา: www.cityvariety.com
โดย : ท่านโชกุน