คิดเห็นอย่างไร? จัดเรตติ้งสื่อโทรทัศน์

 
คิดเห็นอย่างไร? จัดเรตติ้งสื่อโทรทัศน์

คิดเห็นอย่างไร? จัดเรตติ้งสื่อโทรทัศน์



          กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันอย่างมากในขณะนี้ สำหรับ (ร่าง) คู่มือการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550

          ให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อรองรับระบบการจัดเรตติ้ง ซึ่งได้แก่ระบบประเมินคุณภาพเนื้อหา (รายการ) ระบบการจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุ(ผู้ชม) รวมถึงการกำหนดช่วงเวลาในการออกอากาศ ตามเรตติ้ง ของรายการ

           ทั้งนี้กรมประชาสัมพันธ์จึงทำ (ร่าง) คู่มือการจัดลำดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ให้เป็นไปตามมติ ครม. 5 มิถุนายน 2550) โดยกำหนดช่วงเวลาออกอากาศตามความเหมาะสมของเนื้อหารายการ (เรตติ้ง) คือ

           เรตติ้ง "ป" รายการสำหรับเด็กปฐมวัย (3-5 ปี)

เรตติ้ง ด

           เรตติ้ง "ด" รายการสำหรับเด็ก (6-12 ปี)

เรตติ้ง ท

           เรตติ้ง "ท" รายการสำหรับผู้ชมทุกวัย สามารถแพร่ภาพออกอากาศได้ ทุกช่วงเวลา

เรตติ้ง น
เรตติ้ง น
เรตติ้ง น

           เรตติ้ง "น" รายการที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ แก่ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า (13-18 ปี) ต้องได้รับคำแนะนำในการรับชมจากผู้ใหญ่ แพร่ภาพออกอากาศได้เฉพาะช่วงเวลา 09.00-16.00 น. ในวันธรรมดา และช่วงเวลา 20.00-05.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์/วันหยุดราชการ

เรตติ้ง ฉ

           เรตติ้ง "ฉ" รายการสำหรับผู้ชม ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป แพร่ภาพออกอากาศได้เฉพาะช่วงเวลา 22.00-04.00 น.

           โดยร่างดังกล่าวนั้น มีชื่อ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับไว้ แต่ไม่ได้ลงลายเซ็นแต่อย่างใด เป็นเหตุที่น่าสงสัย ว่าใครหรือหน่วยงานใด คือผู้ร่างคู่มือดังกล่าวกันแน่ หรือเป็นการโยนหินถามทางของฝ่ายรัฐบาล จงใจปล่อยร่างดังกล่าว เพื่อฟังกระแสสังคม

           และเป็นจริงตามคาด เนื่องเพราะ (ร่าง) คู่มือการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ มีข้อจำกัดมากมายในการทำงานของผู้ผลิต โดยเฉพาะ เรตติ้ง "ป" นั้น จะต้องเป็นเด็กอายุระหว่าง 3-12 ปี เป็นผู้ดำเนินรายการ ขณะที่ เรตติ้ง "น" ก็มีข้อกำหนดยั้วเยี้ย เช่น ห้ามใช้กำลังประทุษร้ายต่อตนเอง คนอื่น สิ่งของ โดยต้องไม่เปิดเผยหรือแสดงวิธีการอย่างเปิดเผย โดยต้องไม่เป็นการชี้นำว่าเป็นแนวทางที่น่าเอาอย่าง เป็นต้น

           ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการด้านสื่อโทรทัศน์ เช่น ผู้บริหารสถานี ผู้จัด นักแสดง เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่สามารถทำงานได้ จึงมีการเคลื่อนไหวออกมาแสดงความคิดเห็น ว่าต้องการให้ฉีก (ร่าง) คู่มือดังกล่าวทิ้ง และมาร่วมกันร่างคู่มือฉบับใหม่ ลองมาดูความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น

           ด้าน "ไก่" วรายุธ มิลินทจินดา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างคู่มือการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาออกอากาศ ตามระดับความเหมาะสมของกลุ่มผู้ชม "เชื่อว่าคงไม่มีกฎหมายนี้ออกมา ก็เลยคิดว่าไม่มีผลกระทบ เรามั่นใจนะ ว่าจะไม่มีกฎหมายนี้ออกมา ที่เขาร่างออกมา เราสามารถแก้ไขได้ ถ้าเผื่อออกมาก็ต้องปิดสถานีนี้เลย เพราะสิ่งที่ทำออกมา มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนดูและคนทำงาน คือกักกันสมอง ไม่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นมันจะพัฒนาประเทศชาติได้อย่างไร จริงๆ สิ่งที่เขาออกมาอันแรกก็ดีอยู่แล้ว เราก็รับและปฏิบัติ

           จริงๆ ทุกวันนี้ เราทำงานระมัดระวังอยู่แล้ว ทุกคนมีลูก เราคิดว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วอยู่แล้ว อย่างในเรื่องตบจูบ สิ่งนี้ เรามีตั้งแต่สมัยเรายังไม่เกิด คุณพ่อคุณแม่เขาก็ดูละครแบบนี้มาตั้งแต่เรายังไม่เกิด พอเราเกิดมา ก็เห็นละครแบบนี้ ฉะนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เขาจะมากักกันทำไม มาบังคับทำไม เพื่ออะไร ทีวีไม่ใช่โรงเรียนนะ" ไก่ กล่าว

           ด้าน  ด.ญ.สุฑาทิพย์ มั่นศิลป์ อายุ 13 ปี กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่ละครจะต้องไปอยู่ในช่วงหลังเวลา 22.00 น. ทั้งนี้ยืนยัน ว่าบทบาทการแสดงในละครนั้น ไม่ได้ทำให้เธอเลียนแบบในทางที่ผิด

           "ปกติหนูดูละครบ่อย แต่ถ้าหลังจากนี้ เขาจะไม่ให้หนูดู ก็เสียดายเหมือนกัน หนูว่ามันก็เหมือนบังคับให้เราดู มีกรอบให้เราเหมือนกัน ถ้าไม่ให้ดู หนูก็คงไปดูละครเกาหลี เพราะยังไงก็หาซื้อวีซีดี มาดูได้ การที่ละครในทีวีมีฉาก ตบ ตี จูบ หรือชกต่อยกัน หนูว่าไม่ทำให้หนูเลียนแบบได้หรอก เพราะหนูรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อย่างละครที่มีผู้หญิงไปกับผู้ชาย ในละครเขาก็จะบอกอยู่แล้วว่ามันไม่ดี หนูก็ดูไว้

           ช่วงที่ผ่านมา รายการไหน ละครเรื่องไหน มี น ขึ้นมา หนูก็มีผู้ปกครองนั่งดูคอยแนะนำอยู่แล้ว อย่างถ้ามีฉากชกต่อยกัน หนูคงจะไม่ทำตามอย่างในทีวี นอกจากดูไว้เพื่อป้องกันตัว แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเรามากกว่า บางคนดูอาจจะเอาไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ ละครที่มีฉากตบ ตีกัน หนูก็คงไม่เอาอย่าง เพราะหนูดูแล้วก็มีความคิดนะ สามารถแยกแยะได้" ด.ญ.สุฑาทิพย์ กล่าว

           ขณะที่คนกลาง อย่าง ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก กล่าวว่า อยากให้มีการพูดคุยกัน 3 ฝ่าย เพื่อหาทางออก คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนักวิชาการ และฝ่ายผู้จัด เพราะเชื่อว่าถ้ามีการพูดคุยกัน จะมีทางออกได้ว่าจะเป็นอย่างไร

           "ตอนนี้ทุกคนมองเห็น ว่ารัฐบาลควบคุม ในขณะที่คนทำละครก็รับไม่ได้ ฉะนั้นต้องหาข้อสรุปก้าวแรก ด้วยการหาจุดยืนก่อน แต่ไม่จำเป็นต้องหาทางออกขนาดให้ละครฉายหลัง 4 ทุ่ม เพียงแต่น่าจะปรับเนื้อหาพฤติกรรมในตัวละคร จริงๆ ณ ตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับการกระตุ้นแล้ว จากการที่รัฐบาลควบคุม เพียงแต่เด็กไทยนอนดึก ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้ผู้ปกครองควบคุมดูแลด้วย

           อาจารย์ได้ทำการวิจัย ว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น แต่ละช่องมีผังอย่างไรบ้าง ผลปรากฏว่า เราพบว่าใน 24 ชั่วโมง ช่อง 7 สี มีสัดส่วนให้เวลากับละครเยอะ และเราก็มาดู ว่าละครนั้นให้อะไรกับสังคม ซึ่งพบว่าละครของช่อง 7 สี มีการตบตีกันเยอะ รองลงมาก็เป็นช่อง 3, 5 ทีไอทีวี และ 11 เราไม่อยากให้แอนตี้งานวิจัย เพียงแต่อยากให้หันมามองจุดนี้กันบ้าง อยากให้ทุกฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ตัวอาจารย์เองไม่ได้อยู่ฝ่ายใด" อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวยืนยันทิ้งท้าย

           ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร หวังว่าสังคมไทยจะพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า




เมื่อ : 11 ก.ค. 50 20:01:30
ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/13108
โดย : angel_za