ทำบุญวันเกิด...เบญจเพส..รึยัง อายุครบรอบต้องทำไง..ตรงนี้รู้แน่

 
ทำบุญวันเกิด...เบญจเพส..รึยัง อายุครบรอบต้องทำไง..ตรงนี้รู้แน่

อันประเพณีที่จะทำบุญวันเกิดขึ้นนี้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นตัวอย่าง ตั้งแต่ยังทรงผนวช ไม่ใช่ทำอย่างจีนหรือฝรั่ง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่าการมีอายุยืนมาบรรจบรอบปีครั้งหนึ่งๆ ไม่ตายไปเสียก่อน เป็นลาภอันประเสริฐ ควรยินดี เมื่อรู้สึกยินดี ก็ควรจะบำเพ็ญกุศล ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น ให้สมกับที่มีน้ำใจยินดี และไม่ประมาท เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ถึงวันเกิดปีหนึ่งก็เป็นที่เตือนใจครั้งหนึ่ง ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปต่อความตายอีกก้าวหนึ่งแล้วเมื่อรู้สึกเช่นนั้นจะได้บรรเทาความมัวเมาประมาทในชีวิตเสียได้นี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการทำบุญวันเกิดขึ้น เรียกว่าเฉลิมพระชนมพรรษา การที่ทรงทำในครั้งนั้น ปรากฏว่ามีการสวดมนต์เลี้ยงพระ 10 รูป เป็นการน้อยๆ เงียบๆ ครั้นต่อมาก็มีเจ้านายขุนนาง ทำบุญวันเกิดกันชุกชุมขึ้น แต่การทำบุญเกี่ยวกับพระลดลงเป็นแค่ประชุมคนแสดงเกียรติยศ ให้ปรากฏว่ามีผู้นับถือมาก ตั้งโรงครัวเลี้ยงกันไปวันยังค่ำ การมหรสพก็มีละครเป็นพื้น และนำของขวัญไปให้กัน มีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานให้ศีลให้พรกันถ้าเป็นวันเกิดเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระเจ้าแผ่นดิน ก็พระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พร และพระราชทานของขวัญด้วย สมัยนั้นการทำบุญ ถือเป็นเกียรติใหญ่ เมื่อถึงวันเกิดของใคร ก็อึงคะนึงเป็นการใหญ่ ตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน และถือว่าถ้าไม่ไปช่วยงานวันเกิด ก็จะไม่ดูผีกันเลยทีเดียว สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณร ก็ทรงทำบุญวันพระราชสมภพ ตามอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีทำก็มีสวดมนต์ เลี้ยงพระ และแจกสลากสิ่งของต่างๆ แก่พระสงฆ์ ทรงทำตลอดมา จนกระทั่งเสวยราชย์ และทำเป็นการใหญ่ เช่น หล่อพระพุทธรูปอายุ เรียกว่า “หล่อพระชนมพรรษา” ทั้งมีการตกแต่งตามชาลาพระบรมมหาราชวัง ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนาน ตามริมน้ำและตามถนน ก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปโคมชวาลา จึงได้เกิดมีการแต่งซุ้มไฟประกวดประขันกันขึ้น และมีเหรียญพระราชทาน แก่ผู้แต่งซุ้มไฟเป็นรางวัล อนึ่ง ในวันนั้นได้มีผู้ไปลงนามถวายพระพร พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอ่านคำถวายพระพร อันเป็นเครื่องหมายแสดงความจงรักภักดี จึงถือเป็นประเพณี เนื่องด้วยทำบุญวันเกิดมาจนปัจจุบันนี้ วิธีปฏิบัติในการทำบุญวันเกิด อาจเลือกปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ ดังนี้ 1. ตักบาตรพระสงฆ์เท่าอายุ หรือเกินอายุหรือกี่รูปก็ได้ตามสะดวก 2. บำเพ็ญกุศลอุทิศแก่บรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ทักษิณานุประทานก่อนแล้ว จึงบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิด 3. ทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระ หรือมีพระธรรมเทศนาด้วย 4. ถวายสังฆทาน 5. ทำทานช่วยชีวิตสัตว์ เช่นปล่อยนก ปล่อยปลา ฯลฯ หรือส่งเงินไปบำรุงโรงพยาบาลหรือกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์อื่นๆ 6. รักษาศีลหรือบำเพ็ญภาวนา 7. กราบขอรับพรจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ 8. บำเพ็ญคุณประโยชน์อื่นๆ โดยมุ่งที่การให้ มากกว่า เป็นการรับ อานิสงส์หรือผลดีของการทำบุญวันเกิด การทำบุญวันเกิด คือ การปรารภวันเกิด และทำความดีในวันนั้น เป็นเหตุให้ได้รับผลดีหรืออานิสงส์ตอบแทน ดังมีพุทธภาษิตความว่า “ผู้ให้อาหาร ชื่อว่า ให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่า ให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยาน ชื่อว่า ให้ความสุข ผู้ให้ประทีป ชื่อว่า ให้ดวงตา” (พระไตรปิฏก เล่มที่ 15 ข้อ 138 หน้า 44 ) และพระพุทธภาษิต ความว่า “ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ย่อมได้สิ่งที่น่าพอใจ ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐสุด ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐสุด “(พระไตรปิฏก เล่มที่ 22 ข้อ 44 หน้า 66) 1. กิจกรรมในการทำบุญวันเกิด ควรเน้นคุณค่าทางจิตใจมากกว่าวัตถุ เช่นทำจิตใจให้สงบแจ่มใส และทำบุญตามศรัทธา 2. ควรเป็นกิจกรรมที่มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม เช่นการบริจาคทาน สมทบทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ ใช้แรงงานของตนเองเพื่อส่วนรวม 3. ควรมุ่งเน้นให้เป็นการประหยัด จัดงานวันเกิดในวงครอบครัวไม่ควรจัดหรูหราฟุ่มเฟือย 4. ควรอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ไม่จำเป็นต้องจัดแบบต่างประเทศ เช่นตัดเค้กวันเกิดจุดเทียน หรือเป่าเทียน ร้องเพลงภาษาต่างประเทศอวยพรวันเกิด ฯลฯ 5. ในกรณีที่ผู้น้อยไปรดน้ำอวยพรวันเกิดผู้ใหญ่ นิยมอ้างคุณพระศรีรัตนตรัยก่อน แล้วจึงมีคำอวยพร ส่วนของขวัญที่จะให้นั้น ควรทำด้วยน้ำพักน้ำแรง หรือของที่ประดิษฐ์ด้วยฝีมือตนเอง ถ้าเป็นดอกไม้ควรเป็นดอกไม้ที่ปลูกในประเทศไทย กรณีที่ผู้ใหญ่อวยพรวันเกิดผู้น้อย ผู้ใหญ่ควรกล่าวถ้อยคำอันเป็นมงคลแก่ผู้รับพร การทำบุญอายุ การทำบุญอายุ มักนิยมทำกัน เมื่ออายุ 25 ปี ซึ่งเรียกว่าเบญจเพสแผลงมาจาก ปัญจวีสะ คำว่าเบญจเพส ก็แปลว่า 25 นั่นเอง ถือกันว่าตอนนี้เป็นตอนสำคัญ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะย่างขึ้นสู่สภาวะผู้ใหญ่ ตั้งตนให้เป็นหลักเป็นฐาน ถ้าดีก็ดีกันในตอนนี้ ถ้าเอาดีไม่ได้ก็อาจจะเสียคน ด้วยเหตุนี้จึงมีการทำบุญเมื่ออายุ 25 ปี เพื่อส่งให้เจริญงอกงามต่อไป ต่อจากนั้นก็ทำเมื่ออายุ 50 หรือ 60 ปีอีกครั้งหนึ่ง เพราะถือกันว่าตอนนี้ อายุย่างเข้ากึ่งหนึ่งของศตวรรษแล้ว และเจริญมากถึงที่สุดแล้ว ต่อไปร่างกายก็มีแต่จะทรุดโทรมลงทุกวัน การทำบุญที่อายุปูนนี้ จึงเป็นการทำโดยไม่ประมาท ร่างกายเสื่อมลงไปๆ จึงควรทำบุญไว้ เพื่อเป็นประกัน ในเมื่อจวนจะหมดลมหายใจ จะได้นึกว่าทำดีไว้มากแล้ว ถึงตายก็ตายอย่างสงบ อนึ่ง การทำบุญอายุนี้ บางทีทำกันเมื่อมีอายุครบ 2 รอบ 3 รอบ 4 รอบ ไปจนถึง 5 -6 รอบฯลฯ รอบหนึ่งมี 12 ปีถ้าบรรจบปีเกิดในรอบไหน ก็ทำในรอบนั้น วิธีปฏิบัติ อานิสงส์ผลดีหรือข้อเสนอแนะ เช่นเดียวกับการทำบุญวันเกิด



เมื่อ : 13 ก.ค. 50 15:02:11
ที่มา: http://hilight.kapook.com
โดย : fon