เที่ยวเมืองสองแคว สัมผัสมนต์ขลังของกรุงเก่า

 
เที่ยวเมืองสองแคว สัมผัสมนต์ขลังของกรุงเก่า

ท่องเที่ยว เที่ยว เมืองพิษณุโลก กับ ททท. ท่องเที่ยววิถีไทย ต้านภัยโลกร้อน กับ เมืองสองแคว โดยจะพาไป วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กราบนมัสการ พระพุทธชินราช และไป พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี และไปปลูกต้นไม้กันที่ จ.สุโขทัย ก่อนจะปิดท้ายที่ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร 




 



             เมืองไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน บรรพชนไทยหลายต่อหลายรุ่นที่สละชีพเพื่อรักษาดินแดนขวานทองผืนนี้เอาไว้ มาวันนี้ ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้มาเยือนเที่ยวอย่างสนุกสนานโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างพากันรณรงค์สร้าง จิตสำนึกในการ ท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ กัน  
 
             การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดคาราวาน ท่องเที่ยววิถีไทย ต้านภัยโลกร้อนขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เป็นต้นทุนทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ ถ้าไม่ช่วยกันรักษา ไม่ช้าคงมีให้เห็นแต่ในจินตนาการ และภาพถ่ายเท่านั้น... 
 
             ทริปนี้เรามุ่งหน้าขึ้นสู่ภาคเหนือตอนล่างของไทยกัน จังหวัดแรกที่ไปเยือนคือ พิษณุโลก เมื่อมาถึงเมืองสองแควแห่งนี้แล้ว   สิ่งแรกที่ห้ามพลาด คือ ไหว้พระคู่บ้านคู่เมืองที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเรียกขานกันว่า วัดใหญ่ หรือวัดพระศรี กันจนติดปาก แม้นพระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานในวิหารคือ “พระพุทธชินราช” ชาวเมืองพิษณุโลกก็นิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” ตามไปด้วย 
 
             วัดใหญ่แห่งนี้ นับเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองเมื่อปี พ.ศ. 1911  ภายในวัดมีโบราณสถานโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย 
    


             หนึ่งในนั้น คือ พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปปางมาร วิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว และสูง 7 ศอก หันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำ ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามองค์หนึ่งของประเทศ เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง พระหัตถ์มีปลายนิ้วทั้งสี่เสมอกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเรียกว่า ทีฒงฺคุลี ถึงขั้นที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริให้ชะลอมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม แต่ทรงรับฟังคำทูลขอร้องของชาวพิษณุโลก ที่ว่าพระพุทธชินราชองค์นี้ เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง จึงทรงตัดสินพระทัยหล่อ พระพุทธชินราช (จำลอง) ขึ้นมาแทน พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดสุทัศน์เทพวรารามและวัดบวรนิเวศวิหาร 
 
             ไหว้พระขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดินทางกันต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ตั้งอยู่ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ในตัวเมืองพิษณุโลก ตามความตั้งใจของจ่าทวีผู้เป็นเจ้าของ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้คนรุ่นหลังได้รู้จักรากเหง้าของตนเอง และรู้สึกภาคภูมิกับภูมิปัญญาปู่ย่าตายายที่ได้สร้างสมไว้ให้
  
             เมื่อเดินเข้าไปถึงสิ่งแรกที่จะได้พบ และต้องแวะเวียนเข้าไปกันเกือบทุกคน คือ จุดแสดงสินค้า ของที่ระลึก มีข้าวของให้เลือกสรรกันตามใจชอบ เป็นของฝากสไตล์โบราณๆ แปลกตาไปอีกแบบ
 
             ภายในแบ่งเป็นอาคาร 3 หลัง เดินถัดเข้ามาอีกหน่อย จะเป็น อาคารหลังแรก เป็นเรือนเก่าสร้างขึ้นหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมืองพิษณุโลกในปี พ.ศ. 2500 จัดแสดงภาพถ่ายเก่าที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองพิษณุโลก ภาพสิ่งก่อสร้าง บ้านเรือนชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ตลอดจนภาพบุคคลสำคัญในบ้านเมือง เช่น ข้าหลวงและผู้ปกครองเมืองในสมัยต่าง ๆ รวมทั้งภาพพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด
 
             อีกทั้งของดีเมืองพิษณุโลก และภาพชุมชนสำคัญในอดีต เช่น ชุมชนนครไทย หรืออำเภอนครไทย วัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจ เช่น พิธีปักธงชัย ประเพณีการเล่นนางข้อง ยังมีประวัติความเป็นมาของ อ.บางระกำ แหล่งกำเนิด “สุนัขพื้นเมืองบางแก้ว”  ที่มีชื่อ และ “ไก่เหลืองหางขาว  ไก่เจ้าเลี้ยง” หรือที่กล่าวกันว่า “ไก่ชนพระนเรศวร” อีกด้วย
 
             เต็มอิ่มกับประวัติของเมืองสองแควในเรือนแรกกันแล้ว เดินลึกเข้ามาจะเป็น อาคารจัดแสดงหลังที่ 2 เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างขึ้นในแบบร่วมสมัย มีข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านไทยในอดีตที่ส่วนใหญ่ได้มาจาก บริเวณภาคเหนือตอนล่าง เช่น เครื่อง มือจับปลา ดักนก ดักหนู ดักลิง รวมไปถึงเครื่องดนตรี และของเล่นเด็กในสมัยก่อน ให้ได้นึกย้อนอดีตกันเล่น ๆ  
 
             ทั้งยังมีมุมจำลองส่วนต่าง ๆ ของบ้านเรือนสมัยก่อน ที่อยู่ตามมุมของเรือน เมื่อเดินเข้ามาในเรือนอย่าเพิ่งตกใจกับมุมของการจำลองเรือนไฟที่ใช้สำหรับคลอดบุตร มีการปูฟากให้หญิงหลังคลอดนอน โดยก่อไฟไว้ด้านข้าง มีการจำลองการใช้แม่สีไฟ (แม่เตาไฟ) เรียกว่า “การอยู่ไฟ” มีเครื่องมือที่ใช้ให้ดูด้วย อย่าง ไม้ตัดสายสะดือเด็ก มีกระโจมคลุมเด็กแรกเกิด ส่วนที่ใต้ถุนเรือนมีหนามพุทรากองสุมไว้ และมีใบหนาด ใบสับปะรด แขวนไว้เพื่อป้องกันผีร้ายตามความเชื่อของคนโบราณ
 
             อีกส่วนหนึ่งเป็น “พาไล” พื้นที่ส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเรือน ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ อาทิ นั่งรับประทานอาหาร เป็นที่พบปะพูดคุยในหมู่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงใกล้ชิดหรือเป็นที่ผูกเปลเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ส่วนพาไลนี้จำลองให้เห็นเด็กนอนเปล และมีการบันทึกเสียงร้องกล่อมเด็กให้ฟังด้วย
 
             ถัดมาอีกมุมหนึ่งเป็น “ครัวไฟ” มีข้าวของเครื่องใช้สำหรับใช้ในครัววางแขวนไว้ มีเตาไฟจำลองแสดงการหุงหาอาหาร การบันทึกเสียงประกอบการ บรรยาย ในส่วนครัวไฟนี้เป็นเสียงสนทนาของแม่ลูกระหว่างประกอบอาหาร เป็นสำเนียงภาษาถิ่นของชาวบ้านบ้านเต็งหนาม จ.พิษณุโลก
 
             เดินต่อเข้าไปอีกในเรือนหลังสุดท้าย ซึ่งจัดแสดง วิถีชีวิตของชาวโซ่ง หรือที่เรียกกันว่า ลาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ ในจังหวัดพิษณุโลก ที่อพยพมาจากจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรีมานานนับชั่วอายุคนแล้ว
 
             มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ เพื่อให้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวตระหนักและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรวมทั้งร่วมกันต้านโลกร้อนร่วมกัน ที่ จ.สุโขทัย เมืองเก่าของไทย ใน อ.ศรีสัชนาลัย บ้านลำโชคเหนือ และที่ จ.กำแพงเพชร บริเวณกำแพงเมือง ก่อนที่จะไปชมความงามของเมืองเก่าแห่งนี้ ณ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร   
 


             อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร การก่อสร้างมีรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นของแท้ดั้งเดิมที่แสดงถึงฝีมือและความเชื่อ ของบรรพชนในอดีต ตลอดจนโบราณสถานรวมกลุ่มหนาแน่นในบริเวณป่าธรรมชาติ ซึ่งยังคงบรรยากาศพุทธสถานเขตอรัญวาสีดังเช่นในอดีต ดังนั้นคณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองสุโขทัยและเมืองบริวารคือ เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชรเป็นแหล่ง มรดกโลกทางวัฒนธรรมในปีพุทธศักราช 2534
 
             โบราณสถานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง มีการใช้วัสดุก่อสร้างที่แตกต่างกัน ด้านตะวันออก ของแม่น้ำปิงเป็นที่ตั้งเมืองกำแพงเพชร โบราณสถานจะสร้างด้วยศิลาแลงและมีขนาดใหญ่ ส่วน โบราณสถานฝั่งตะวันตก คือ เมืองนครชุม ก่อสร้างด้วยอิฐและมีขนาดเล็ก แต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏมีลักษณะร่วมสมัยระหว่างสุโขทัยและอยุธยา นอกจากนี้ ยังมีโบราณสถานนอกเมืองกำแพงเพชร หรือเขตอรัญญิก ซึ่งเป็นที่อยู่ของสงฆ์ที่มุ่งในการปฏิบัติวิปัสสนาธรรม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทาง 2 กิโลเมตร 
 
             ภายในอุทยานมีสถานที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว เป็นพระอารามหลวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ถัดมาเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ ฐานมีสิงห์ล้อมรอบ ที่แปลกตาเห็นจะเป็น วัดช้างรอบ เป็นวัดที่สร้างบนยอดเนิน มีพระเจดีย์ทรงลังกา ซึ่งยอดหักพังหมดแล้ว มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ชั้นฐานลานประทักษิณประดับด้วยช้างทรงเครื่องครึ่งตัว จำนวน 68 เชือก 
 
             แล้วจะรู้ว่า...กรุงเก่า ยังคงความงามและมีเสน่ห์ให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมเยือน ร่วมกันจดจำความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีต...




เมื่อ : 15 ต.ค. 50 11:30:41
ที่มา: www.kapook.com
โดย : porjai