10 ความเชื่อเรื่องการย้อนอายุผิวที่ถูกบอกต่อ

 
10 ความเชื่อเรื่องการย้อนอายุผิวที่ถูกบอกต่อ

ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ความจริงในครั้งหนึ่งอาจกลายเป็นความเข้าใจผิดไปได้อย่างง่ายดายในวัน ถัดมา และที่ยิ่งทำให้สับสนยิ่งขึ้นก็คือ คำแนะนำที่ผู้หญิงได้รับการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาจากแหล่งต่าง ๆ และต่อไปนี้คือความเชื่อในเรื่องการสร้างความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวที่บอกเล่า ต่อกันมา และหลายเรื่องต้องอัพเดตได้แล้ว เพื่อให้คุณสามารถหยุดเวลาและย้อนอายุผิวได้อย่างที่ใจต้องการ

1.เคลนูเซอร์ที่มีส่วนผสมแอนตี้เอจจิ้งไม่ได้ผล เพราะคุณล้างมันออกไปหมดในทันที

          เคลนเซอร์ แอนตี้เอจจิ้งบางชนิด โดยเฉพาะชนิดที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิก สามารถช่วยทำให้ผิวดูดีขึ้นได้จริง ๆ เพียงแค่การสัมผัสกับมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็อย่ารีบร้อนเกินไปนักในระหว่างการล้างหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าผิวของคุณดูดซับคุณประโยชน์จากส่วนผสมในเคลนเซอร์ โดยการนวดผิวหน้าเบาๆ สักหนึ่งหรือสองนาทีในขณะล้างหน้าก่อนล้างออก คุณอาจสลับการใช้เคลนเซอร์ตามปกติของคุณกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบผ้าเช็ด ผิวสำเร็จรูป ซึ่งหลายชนิดมีส่วนผสมแอนตี้เอจจิ้ง อย่างเช่น กรดเอเอชเอ ซึ่งข้อดีของมันก็คือ คุณไม่ต้องล้างมันออกจากผิว

2.ผลิตภัณฑ์ขัดลอกผิวแบบไมโครเดอร์มาเบรชั่นสำหรับใช้ที่บ้านไม่มีอะไรต่างกับสครับทั่วไป

          นอก จากความจริงที่ว่าทั้งสองอย่างต่างเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับขัดลอกเซลล์ผิวแล้ว ผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย สครับมักมีเม็ดขัดที่หยาบกร้าน ซึ่งอาจรุนแรงเกินไปสำหรับผิวบอบบาง แต่ผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบไมโครเดอร์มาเบรชั่น จะมีเม็ดขัดที่ละเอียดกว่า และรุนแรงต่อผิวน้อยกว่าด้วย

3.เป็นเรื่องดีที่จะลอกหน้าด้วยกรดไกลโคลิก หรือผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบบไมโครเดอร์มาเบอรชั่นสัปดาห์ละสองครั้ง แต่การใช้ทุกวันดียิ่งกว่า

          การ ใช้ของดี ๆ มากเกินไปก็อาจไม่ดีได้ การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ บ่อยเกินไปทำให้ผิวของคุณรู้สึกเรียบลื่นขึ้นได้ชั่วคราว แต่อาจระคายเคืองได้ในระยะยาว และยิ่งคุณใช้มันมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งรักษาสุขภาพผิวได้ยากเท่านั้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องการช่วงเว้นว่างเพื่อให้ผิวฟื้นตัว ไม่อย่างนั้นผิวก็จะเสียปราการป้องกันผิวตามธรรมชาติไปและอ่อนแอลง

4.ครีมราคาแพงกว่าย่อมดีกว่า

          จริง- -ในเรื่องของกระเป๋าถือผ้าปูที่นอน และทีวีจอแบน แต่สำหรับผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้ง ของที่ราคาไม่แพงก็สามารถทำงานได้ดีเช่นกัน และบางอย่าง ก็อาจจะดีกว่าด้วย ผลิตภัณฑ์ราคาแพงอาจมีแพ็กเกจที่สวยงามและการตลาดที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่จำเป็นต้องมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มากกว่า ฉะนั้น คำแนะนำก็คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่คุณรู้สึกดีที่ไม่จำเป็นต้องราคาแพงก็ได้

5.ถ้าครีมไม่แสดงให้เห็นผลภายในสองสามสัปดาห์ ก็เลิกใช้ได้แล้ว

          ปกติ ครีมแอนตี้เอจจิ้งต้องใช้เวลาในแสดงให้เห็นถึงผลของมัน หลังจากสองสามสัปดาห์คุณน่าจะสังเกตเห็นว่าผิวเรียบเนียนและเอิบอิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่มากกว่านั้นต้องใช้ความอดทนสักหน่อย นั่นก็คืออาจต้องใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าที่ริ้วรอยจะจางลงสำหรับการเปลี่ยน แปลงอื่น เช่น ทำให้สีผิวเรียบเนียน และลดจุดด่างดำ หรือการลดริ้วรอยย่นลึก ๆ อาจต้องใช้เวลาถึงหกเดือนกว่าจะเห็นผล ไม่ว่าครีมที่คุณใช้จะมีส่วนผสมเข้มข้นแค่ไหน ก็ตาม ครีมบางอย่างอาจให้ผลที่เห็นได้ทันที แต่นั่นก็ด้วยการเพิ่มส่วนผสมที่ทำให้เกิดผลชั่วคราวเข้าไป เช่น ส่วนผสมที่ช่วยสะท้อนแสง หรือทำให้ผิวตึงขึ้น

6.ยิ่งใช้ผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

          การ ละเลงผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้งหลายๆ อย่างซ้อนทับกันไปมา อาจทำให้คุณรู้สึกว่าได้ทำดีต่อผิวอย่างมาก แต่มันไม่จำเป็นต้องคุ้มค่าความพยายามหรือเงินของคุณก็ได้ยิ่งคุณใช้ครีมมาก เท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง และจะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนกันแน่ที่ทำให้คุณแพ้ขึ้นมา นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้ไม่ดีพอด้วย เลือกเดินทางสายกลางด้วยการเน้นที่ผลิตภัณฑ์แค่สองหรือสามอย่างที่มีส่วนผสม ที่ผิวคุณต้องการมากที่สุดก็พอ

7.ครีมที่ขายตามเคาน์เตอร์ไม่อาจสร้างคอลลาเจนในผิวได้

          ที่ จริงแล้วเรตินอลที่มีขายตามเคาน์เตอร์ (รวมทั้งเรตินอยด์ที่ต้องให้แพทย์สั่ง) สามารถเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในผิวได้ด้วยการทำให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ที่ ระดับที่ลึกลงไปในชั้นผิว และตอนนี้มีส่วนผสมอื่น ๆ หลายอย่างที่ในเครื่องสำอางก็สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เช่นกัน ข้อด้อยอย่างเดียวของผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามเคาน์เตอร์ก็คือมันต้องใช้เวลา นานกว่าในการร้างคอลลาเจน

8.ครีมแอoตี้เอจจิ้งทำงานได้ดีกว่าในตอนกลางคืน

          ครีม แอนตี้เอจจิ้งบางชนิดทำงานได้ดีกว่าเมื่อตะวันลับขอบฟ้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ครีมแอนตี้เอจจิ้งใดก็ตามที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ เปปไทด์ เอเอชเอ บีเอชเอ ครใช้ตอนกลางคืนในขณะที่คุณนอนหลับ เพราะผิวจะมีเลือดไหลมาหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น ระดับกรด-ด่าง (PH) ของผิวลดลง และปราการป้องกันผิวก็จะอ่อนแอลง มันทำให้ส่วนผสมเหล่านี้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ส่วนผสมแอนตี้เอจจิ้งอย่างอื่น อย่างเช่น แอนตี้ออกซิแดนต์และสารกันแดด สามารถทำงานได้ดีในยามกลางวัน

9.อาการคัน รอยแดง หรือผิวลอก เป็นผลข้างเคียงปกติของผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้ง

          ไม่ เสมอไป ครีมรุ่นเก่า ๆ ที่มีส่วนผสมของเอเอชเอ บีเอชเอ หรือเรตินอล อาจทำให้เกิดรอยแดง อาการคัน หรือผิวลอกได้ เมื่อเริ่มใช้แรก ๆ แม้แต่วิตามินซีก็อาจระคายเคืองได้เช่นกัน เราเคยคิดว่าเอาการระคายเคืองหมายความว่าผลิตภัณฑ์กำลังทำงานของมัน แต่ตอนี้เรารู้ว่ามันก็เป็นเพียงผลข้างเคียงที่ไม่ดีเท่านั้น ที่จริงผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้งทำงานได้ดีกว่าบนผิวที่สุขภาพดีและไม่มีอาการ ระคายเคือง และผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้งหลายอย่างก็ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้เลยด้วย

10.ครีมกันแดดที่มี SPF15 สามารถป้องกันรอยย่นได้

          สาร กันแดดที่มีค่า SPF15 ไม่มากพอที่จะทำให้คุณปราศจากริ้วรอย ไม่ว่าคุณจะทามันมากแค่ไหนก็ตาม SPF15 ให้การปกป้องรังสียูวีบีแก่คุณแค่ 93.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ SPF30 ปกป้องคุณได้ 97 เปอร์เซ็นต์ และ SPF45 ปกป้องคุณได้ 98 เปอร์เซ็นต์ เพื่อปกป้องตัวเองจากรังสียูวีที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวเสื่อมสลาย และเกิดจุดด่างดำบนผิว ลองมองส่วนผสมที่มีความคงที่สูงเพื่อปกป้องที่ดีกว่า อย่างเช่น Avobenzone, Mexoryl, Titanium Dioxide หรือ Zinc Oxide




Tag : บทความ ผิวสวย ความเชื่อ การย้อนอายุผิว ถูกบอกต่อ
เมื่อ : 04 มี.ค. 55 14:38:31
ที่มา: www.kapook.com
โดย : kura