วัยรุ่นยุคใหม่ฮิตยาแก้สิวทำแท้ง

 
วัยรุ่นยุคใหม่ฮิตยาแก้สิวทำแท้ง

น.พ.วิชัย เทียนถาวร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ถึงกรณีการตั้งครรภ์และการยุติการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ว่า จากข้อมูลสถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็กของ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า วัยรุ่นหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี มีการตั้งครรภ์และคลอดเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการศึกษาผู้หญิงที่เข้ามารักษาภาวะแทรกซ้อน จากการแท้งเองและทำแท้งใน รพ.รัฐ 787 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 45,990 ราย พบว่า 28.5% เป็นการตั้งใจทำแท้งและกว่า 30% อายุน้อยกว่า 20 ปี ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังกล่าวด้วยว่า สำหรับวิธีการทำแท้งมีหลายวิธีและเกือบ 40% มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ที่พบบ่อยและมากก็คือ การติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ จนถึงขั้นมดลูกทะลุก็มี ข้อมูลล่าสุดที่ได้รับรายงานมาคือ มีการกินยาน้ำสตรีแผนโบราณ ที่เรียกว่ายาขับประจำเดือนเพื่อทำแท้ง ตรงกันข้ามนอกจากจะไม่แท้งแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น ตกเลือดมาก มดลูกติดเชื้อ ที่สำคัญที่สุดคือ ทารกในครรภ์จะพิการ สมองลีบ ไม่มีแขน ขา บางคนพอลูกออกมาพิการก็ฆ่าเด็กแล้วนำไปทิ้งตามที่ต่างๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ น.พ.วิชัยกล่าวอีกว่า ที่น่ากลัวอีกอย่างขณะนี้คือ การใช้ยารักษาสิวกลุ่มที่เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน มีผลต่อการบีบรัดของมดลูก มากินเพื่อขับเลือด เรื่องนี้กระทรวงกำลังติดตามเก็บข้อมูลอยู่ หากพบว่าในบางพื้นที่มีการจำหน่ายยาในกลุ่มนี้สูง โดยเฉพาะร้านขายยาหน้ามหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษา หอพักในต่างจังหวัด อาจจะต้องให้เภสัชจังหวัดและกองประกอบโรคศิลปะ ไปตรวจตรากำชับ รวมทั้งคลินิกรักษาสิวและโรคผิวหนังด้วย ด้าน น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสูตินรีเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การกินยาขับประจำเดือน หากกินโดยปกติไม่เป็นอันตราย แต่หากนำไปกินร่วมกับยาชนิดอื่น เช่น เหล้าขาว หรือยาไซโตเทค ซึ่งเป็นยารักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นและกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้น การกินเพียงยาขับประจำเดือนเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ทำให้เกิดการแท้งเสมอไป อันตรายของการกินยาตัวอื่นร่วมกับยาขับประจำเดือนนั้น จะทำให้เกิดการแท้งไม่สมบูรณ์ มักมีการติดเชื้อร่วมและต้องมาขูดมดลูกในภายหลัง ก่อให้เกิดการอักเสบของมดลูก ส่งผลในระยะยาว หากกินยาเพื่อให้แท้งในขณะที่ตั้งครรภ์ 4 หรือ 5 เดือน เด็กในครรภ์ใหญ่มาก อาจทำให้เกิดการรัดตัวของมดลูกมากจนทำให้มดลูกแตก เกิดการตกเลือดมากและช็อกจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขณะนี้พบว่าแนวโน้มของการเข้ารับการรักษาผลจากแท้งและตกเลือด คนไข้มีอายุน้อยลง เชื่อว่าเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์อายุที่น้อยลง ขณะที่ น.พ.สมศักดิ์ สุทัศน์วรวุฒิ อาจารย์ประจำภาควิชาสูตินรีเวช รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า "การกินยาขับประจำเดือนเพื่อทำแท้งนั้น มีมานานแล้วในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น จนถึงปัจจุบันก็ยังนำมาใช้กันอยู่ เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เช่นเดียวกับที่มีข่าวว่า นำยาในกลุ่มลดความอ้วนมาใช้ทำแท้ง ทั้งนี้ หากนำยาบำรุงเลือด ยาลดความอ้วน มาใช้ควบคู่กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ แต่ไม่มีผลถึงขั้นแท้ง ที่น่าเป็นห่วงและอันตรายมากขณะนี้คือ การนำยารักษาสิวมาใช้ทำแท้ง ซึ่งมียาอยู่ 1-2 ชนิด หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก การนำยามาใช้ผิดประเภทนี้ นอกจากจะมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเลือดแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะพิการด้วย ปัจจุบันมีเด็กวัยรุ่นที่ตกเลือด ติดเชื้อจากการทำแท้งด้วยวิธีแบบนี้มารับการรักษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ" น.พ.สมศักดิ์กล่าว



เมื่อ : 5 เม.ย. 48 19:26:22
ที่มา: http://talk.sanook.com/hot/hot_01919.php
โดย : ท่านโชกุน